“ศรีริต้า” ยืนโพสท่าริมสระว่ายน้ำที่บ้าน สามีถึงกับถามยังสบายดีอยู่ไหม?

ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังยืดเยื้อแบบนี้ ก็เลยได้เห็น เจ้าสาวป้ายแดงอย่าง ศรีริต้า เจนเซ่น ในลุคศรีภรรยาของ กรณ์ ณรงค์เดช ในหลายมุมที่ไม่เคยเห็น ทั้งการทำอาหาร การเป็นแม่บ้านซักผ้า จัดดอกไม้ และเป็นแม่บ้านที่ลุคแพงมาก จนหลายคนถึงกับเอาท่าทางของริต้าไปเลียนแบบ

และดูเหมือนว่าการอยู่บ้านของศรีริต้าน่าจะนานเกินไป ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสท่าถ่ายรูปอยู่ที่สระว่ายน้ำ แต่งตัวสีขาวสวยยืนรดน้ำลงในสระ พร้อมกับเขียนแคปชั่นว่า “เส้นบางๆระหว่างอยู่บ้านอย่างมีความสุขกับเบื่อละดูออก คิดว่าอันไหนคะ ถ่ายเสร็จสามีถามว่ายังสบายดีอยู่ไหม”

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความน่ารักของศรีริต้า ที่ถึงท่าทางจะแปลกแค่ไหน แต่ก็ยังดูสวยสมกับฉายาเจ้าหญิงทุ่งลาเวนเดอร์อยู่ดี

ประมวลภาพ วันรักหวาน “แต้ว-ต้น” คู่รัก ตัว.ต 14 ปี วันนี้เหลือไว้แค่คำว่า “เพื่อน”

สิ้นสุดอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับความรักของคู่รัก ตัว ต. ระหว่าง แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ และ ต้น อาชว์ หลังจากที่ใช้เวลาปลูกต้นรักร่วมกันมานานถึง 14 ปี

ซึ่งก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมีข่าวลือข่าวเม้าท์ให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ เกี่ยวกับสถานะรักของทั้งคู่ที่ดูจะห่างเหินและไม่ได้หวานชื่นเหมือนแต่ก่อน แต่ทุกครั้งที่นางเอกสาวออกมาให้สัมภาษณ์เจ้าตัวก็จะยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีอะไรแปรเปลี่ยน

กระทั่งล่าสุดเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา แต้ว ณฐพร ก็ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า เธอและ ต้น อาชว์ ได้สิ้นสุดทางรักอย่างเป็นทางการมานานกว่า 1 เดือนแล้ว ซึ่งเหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นเพราะอะไรนั้น สาวแต้วบอกแค่ว่า ขออนุญาตเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวที่เข้าใจกันแค่สองคนก็พอ

ในขณะที่บรรดาชาวเน็ตและแฟนคลับไม่เพียงแต่จะตกใจกับการประกาศข่าวครั้งนี้ของ แต้ว ณฐพร เท่านั้น แต่บางส่วนก็ยังแอบตั้งข้อสงสัยจนก่อให้เกิดประเด็นดราม่าตามมา รวมถึงส่งกำลังใจให้กับทั้งคู่แม้ในวันนี้สถานะจะไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง แต้ว-ต้น ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา ทั้งภาพถ่าย ทั้งวิดีโอ ที่ต่างฝ่ายต่างโพสต์ในช่วงเวลาสำคัญ ล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แม้ตอนนี้สถานะจะไม่เหมือนเดิมแล้ว แต่เชื่อว่า ความผูกพัน มิตรภาพ ในสถานะใหม่อย่างคำว่า “เพื่อน” จะยังคงไว้ซึ่งความหวังดีตลอดไปอย่างแน่นอน

“ต๊ะ บอยสเก๊าท์” เฮลั่น ประกาศข่าวดีภรรยาคนสวยตั้งท้องแล้ว

 

วินรวีร์ ใหญ่เสมอ หรือ ต๊ะ บอยสเก๊าท์ อดีตนักร้องดังยุค90 ออกมาประกาศข่าวดี ว่าตอนนี้กำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นของขวัญล้ำค่าและดีที่สุดในชีวิตชิ้นหนึ่งเลย หลังจากคบหากับภรรยามาสิบกว่าปี ในที่สุดก็มีวันนี้

ซึ่งต๊ะได้โพสต์คลิปภาพ ขณะพาภรรยาคนสวยไปลุ้นผลตรวจการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาล ซึ่งทันทีที่รู้ว่าท้องทั้งคู่ก็ดีใจมากและสวมกอดกันทันที พร้อมกับข้อความที่ต๊ะโพสต์ไว้ด้วยว่า

“ของขวัญล้ำค่า ปีใหม่ปีนี้ ถึงแม้จะเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ปรกติ แต่ผมและครอบครัวกลับได้รับของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตชิ้นนึง เป็นของขวัญที่ล้ำค้าที่สุดในชีวิตคู่ของเรา วันนี้ผมได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง กับบทบาทใหม่ที่สำคัญที่สุดอีกบทนึง มันจะเป็นยังไงยังไม่รู้ แต่ที่รู้คือจะทำให้ดีที่สุด เป้าหมายคือตุ๊กตาทอง กับบทบาทการเป็น “พ่อ” ผมขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้กับคนที่รักและเมตตาที่ให้การสนับสนุนผมมาตลอดทุกท่านด้วยนะครับ
ผมมีลูกแล้วคร๊าบบบ ขอขอบคุณ @gfc.bangkok และคุณหมอมิ้งค์ ที่ทำให้ฝันของเราเป็นเรื่องจริง”

“The English Game” ชวนดูแหล่งกำเนิดของเกมบอล

ในตอนเก็บตัวเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่อย่างบ้านอย่างงี้ผมมั่นใจว่าแฟนบอลอาจจะรู้สึกเหงาหงอยๆกันใช่ไหมขอรับ ไม่มีแมตช์ลงเตะให้ลุ้นกันเช่นเคย วันนี้เลยเอาซีรีย์ใหม่เรื่อง “The English Game” ที่ถ่ายทอดทาง Netflix มาฝากนะครับ คงจะเพียงพอทำให้คอบอลคลายนึกถึงเกมลูกหนังหรือแม้กระทั้งผู้ที่ถูกใจมองซีรีย์หายหงอยเหงาได้

The English Game

The English Game” เป็นซีรีย์ที่เพิ่งจะปลดปล่อยให้ดูออนไลน์เมื่อช่วงเวลากลางเดือนมีนาก่อนหน้านี้มีความยาว 6 ตอนสุดท้าย (สำหรับฤดูกาลแรก) ครับผม ประดิษฐ์โดย จูเลียน เฟลโลวส์ ผู้ที่ทำซีรีย์ “Downton Abbey” ในสมัยก่อนนั่นแหละนะครับ แม้ย้อนไปไกลหน่อยก็จำต้องกล่าวว่า เฟลโลวส์ มึงเป็นนักเขียนบทสายคอนเซอร์เวทีฟมือแม่นคนหนึ่งเช่นกัน เคยครอบครองรางวัลบทภาพยนตร์ดีที่สุดบนเวทีอะคาเดมี อะวอร์ดส์ (ออสการ์นั่นแหละนะครับ) จากเรื่อง “Gosford Park” ของผู้กำกับ โรเบิร์ต อัลท์แมน ในปี 2002 มาแล้ว

“The English Game” เป็นซีรีย์แนวดรามาพีเรียดที่เอ๋ยถึงแหล่งกำเนิดของเกมบอลยุคใหม่นั่นเองขอรับ เรื่องเริ่มเล่าตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช 1879 หรือ 141 ปีที่ผ่านมาที่ยังไม่มีเกมบอลในแบบอย่างที่พวกเราเคยชิน ไม่มีอีกทั้งระบบลีก ไม่มีทั้งยังการค้าขายนักฟุตบอล บอลในช่วงเวลานั้นเป็นเพียงแต่เกมกีฬาของกรุ๊ปหนุ่มน้อยคนชั้นสูงในอังกฤษ เป็นพวกมีฐานะดี มีการเรียน มีเทือกเถาเหล่ากอ มารวมตัวกันร่างข้อตกลงอย่างเป็นการเป็นงานให้กับการละเล่นที่เรียกว่า “บอล” (ซึ่งเตะกันมาได้ครู่หนึ่งหนึ่ง) แล้วหลังจากนั้นก็ตั้งเป็นสโมสรที่เรียกว่า “The Football Association” หรือ FA. เอาง่ายๆก็คือ รวมตัวกันเป็นสโมสร เขียนข้อตกลงคุ้นเคย เล่นคุ้นเคย ครอบครองแชมป์คุ้นเคย อะไรทำนองนั่นแหละขอรับ

ต่อนี้ไปเพียงพอบอลรายการที่จัดคุ้นเคยอย่าง “FA. Cup” นั้นแพร่หลายออกไป คนจำนวนมากเริ่มสนใจเยอะขึ้นเรื่อยๆ กีฬาบอลเริ่มมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในมหาชนชั้นสูงหรือที่เรียกกันว่าเป็นกีฬาของ “สุภาพบุรุษ” อีกต่อไป คนรากต้นหญ้า ชนชั้นแรงงานหรือ “Working Class” เริ่มรับกีฬานี้เข้ามาในชีวิตประจำวัน กีฬาบอลเริ่มขยายตัวออกไปอีกทั้งทางมิติสังคม แล้วก็มิติทางพื้นที่ที่เมืองทางด้านเหนือของอังกฤษซึ่งเป็นเมืองที่มีการทำอุตสาหกรรมมากมายเป็นจำนวนมากไล่ไปถึงสกอตแลนด์ซึ่งอยู่ใต้ข้อบังคับของอังกฤษเริ่มเตะบอลกันมากขึ้นเรื่อยๆ

โน่นทำให้หลายทีมหลายชุมชนเริ่มลงทุนกับเกมบอลมากยิ่งขึ้น ดาร์วิน เอฟซี ซึ่งเป็นกลุ่มของเมืองที่มีการทำอุตสาหกรรมมากมายเป็นจำนวนมากทอผ้าทางด้านเหนือก็เลยไปจัดแจงคว้าตัว เฟอร์กัส ซูคุณร์ (เควิน กัทธปรี่) รวมทั้ง จิมมี่ เลิฟ (เจมส์ ฮาร์คเนสส์) มาจากสมาพันธ์ พาทริค ในสก็อตแลนด์อย่างลับๆด้วยเหตุว่าในขณะนั้น FA. ห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายนักฟุตบอลหรือมีนักเตะอาชีพมาเสริมกองทัพ โน่นเป็นการปฏิบัติที่ “ท้า” FA. จนถึง FA. เองก็เริ่มตื่นตระหนกว่าตัวเองกำลังจะสูญเสีย “เกมอันเด่น” อย่างบอลของพวกเขาไปให้กับคนจำนวนมากของประเทศ แม้กระนั้นผู้เช่านายธนาคารอย่าง อาร์เธอร์ คินเนด (เอ็ดเวิร์ด ฮอลคคอยฟต์) กัปตันกลุ่ม โอลด์ อิตาเนียนส์ (ซึ่งหมายถึงกลุ่มของตัว FA. เองนั่นแหละ) กลับไม่คิดแบบงั้น ความนึกคิดของเขาเบาๆเปลี่ยนไปครั้งละบางส่วน ผ่านเหตุสำคัญในชีวิตส่วนตัวแล้วก็ผ่านการได้ฟาดหน้าแข้งกับ เฟอร์กัส ซูคุณร์ สองครั้งสองครั้ง ทั้งยังในเกมที่ โอลด์ อีตาเนียนส์ ปะทะกับ ดาร์วิน เอฟซี และก็ กางล็คเบิร์น โอลิมปิก (กางล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในขณะนี้) ในนัดหมายชิงเอฟเอคัพ ปี 1883 ซึ่ง กางล็คเบิร์น ชนะไป แล้วก็สร้างการปรากฏเป็นกลุ่มจากชนชั้นแรงงานกลุ่มแรกที่คว้าถ้วยที่โบราณที่สุดในโลกอย่าง เอฟเอ คัพ

การต่อสู้เพื่อมีการแปลงผ่าน รวมทั้งการยินยอมรับว่าเกมบอลได้เปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่ “เกมของเรา” ของ คินเนด ถือว่าเป็นก้าวสำคัญมากนะครับ เพราะเหตุว่ามันจะเปลี่ยนรูปแบบเปลี่ยนแปลงโมเดลบอลไปนิรันดร รวมทั้งว่ากันว่า เฟอร์กัส ซูคุณร์ นี่แหละเป็นนักฟุตบอลอาชีพคนแรกของโลก ที่มีส่วนสำคัญทำให้แวดวงบอลกระเพื่อมไหวไปทั้งโลก

The English Game” จบฤดูกาลแรกด้วยการแย้มให้มองเห็นถึงความเคลื่อนไหวอีกหลายชนิดที่คงจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีฤดูกาลสองไหม ด้วยเหตุว่าจะว่าไปมันก็สิ้นเรื่องราวในตัวของมันเองอยู่

ตัวซีรีย์เองก็มิได้หวือหวามากสักเท่าไรนักขอรับ ออกจะเรียบเรื่อยมาเรียงๆอยู่พอควร แม้กระนั้นก็ค่อยปั้นๆค่อยใบเสร็จรับเงินต์อารมณ์ผู้ชมให้พีคไปกับเกมเอฟเอคัพนัดหมายชิง ซึ่งเป็นไฮไลต์ของซีรีย์ได้อย่างดียิ่ง ดูแล้วก็เอาใจช่วย ซูคุณร์ เชียร์ กางล็คเบิร์นฯ ขึ้นมา เวลาเดียวกันก็สรรเสริญในความเป็นสุภาพบุรุษที่จริงจริงของ คินเนด ไปด้วย

เสนอแนะให้มองกันครับผม เพื่อทำความเข้าใจว่าโลกบอลมันจะปรับปรุงมาไม่ถึงจุดที่เป็นอย่างเวลานี้ ถ้าเกิดวันนั้นคนอย่าง อาร์เธอร์ คินเนด และก็ เฟอร์กัส ซูคุณร์ มิได้ต่อสู้ในสิ่งที่พวกเขาเชื่อถือ โน่นเป็นเกมที่ชอบธรรมสำหรับทุกคน ทุกชนชั้น